ปวดเข่าบวม ปวดข้อเท้าทั้งสองข้าง อายุแค่ 35 ปี… ไม่ใช่แค่ "เมื่อย" แต่อาจเป็นสัญญาณที่ต้องรีบตรวจ
ปวดเข่าบวม ปวดข้อเท้าทั้งสองข้าง อายุแค่ 35 ปี… ไม่ใช่แค่ "เมื่อย" แต่อาจเป็นสัญญาณที่ต้องรีบตรวจ
ลองนึกภาพดูนะครับ
คุณเป็นผู้ชายอายุ 35 ปี สุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว แต่ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เข่าทั้งสองข้างเริ่มปวด ข้อเท้าทั้งสองข้างตึงและบวม ตื่นเช้ามาแล้วขาแข็ง ขยับยาก ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินได้ปกติ
บางคนอาจบอกว่า "แค่เมื่อยกล้ามเนื้อ" หรือ "ออกกำลังกายหนักเกินไป"
แต่รู้ไหมครับ… อาการแบบนี้ในผู้ชายวัยกลางคน อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องการการตรวจวินิจฉัยอย่างจริงจัง และหากปล่อยทิ้งไว้ ข้อต่ออาจเสียหายถาวรได้
เรื่องของคุณนิวัฒน์ ที่ "คิดว่าแค่เมื่อย" มาหลายเดือน
คุณนิวัฒน์ อายุ 35 ปี พนักงานบริษัทในเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่าตัวเองชอบเล่นฟุตบอลกับเพื่อนทุกสัปดาห์ จนกระทั่งเดือนก่อนเริ่มสังเกตว่าเข่าซ้ายบวม กดแล้วเจ็บนิดๆ ตามด้วยเข่าขวา และข้อเท้าทั้งสองข้าง
ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะเล่นบอลหนักเกินไป เลยพักการเล่น แต่อาการไม่ดีขึ้น ยังปวดอยู่ ตื่นเช้ามาข้อแข็ง ต้องนั่งขยับเข่าและข้อเท้าสักสิบห้านาทีกว่าจะเดินได้ปกติ
เพื่อนแนะนำให้ไปพบแพทย์ เมื่อตรวจเลือดและถามประวัติ แพทย์พบสาเหตุที่ไม่ใช่แค่การบาดเจ็บจากกีฬาเลย…
แล้วคุณนิวัฒน์เป็นอะไร? เดี๋ยวเฉลยตอนท้ายครับ
ทำไมคนอายุ 35 ถึงปวดหลายข้อพร้อมกัน?
หลายคนคิดว่าโรคข้อเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่ความจริงคือ โรคข้ออักเสบบางชนิดพบในคนหนุ่มสาวได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในผู้ชายวัย 20–40 ปี
ลองนึกถึงข้อต่อในร่างกายเปรียบเหมือนบานพับของประตู ปกติบานพับมีน้ำมันหล่อลื่น ขยับได้นุ่มนวล แต่เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ หรือมีการอักเสบจากสาเหตุต่างๆ บานพับนั้นก็จะร้อน บวม และฝืด
เมื่อเป็นหลายข้อพร้อมกัน และไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุชัดเจน แพทย์จะต้องคิดถึงสาเหตุหลายอย่างพร้อมกัน
โรคที่ต้องคิดถึงเมื่อผู้ชายอายุ 35 ปวดหลายข้อพร้อมกัน
1. โรคข้ออักเสบปฏิกิริยา (Reactive Arthritis)
นี่คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย "เข้าใจผิด" หลังจากที่มีการติดเชื้อในที่อื่น เช่น ทางเดินปัสสาวะ ลำไส้ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด แล้วภูมิคุ้มกันไปโจมตีข้อต่อแทนเชื้อโรค
อาการมักเกิดขึ้น 1–4 สัปดาห์หลังการติดเชื้อ พบบ่อยในผู้ชายวัยหนุ่ม มักเป็นที่ข้อเข่า ข้อเท้า และอาจมีอาการตาแดง หรือปัสสาวะแสบร่วมด้วย
2. โรคเก๊าท์ (Gout)
เก๊าท์เกิดจากกรดยูริก (uric acid) สะสมในข้อ เปรียบเหมือนเข็มแก้วเล็กๆ ที่ไปทิ่มแทงเยื่อบุข้อ ทำให้อักเสบรุนแรง บวมแดงร้อน และเจ็บมาก พบบ่อยในผู้ชายวัยกลางคน โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มเบียร์บ่อย กินอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล
3. โรคสะเก็ดเงินที่มีอาการทางข้อ (Psoriatic Arthritis)
บางคนมีผิวหนังเป็นขุยขาว ลอกเป็นสะเก็ด นั่นคือโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งราว 30% ของผู้ป่วยสะเก็ดเงินจะมีการอักเสบของข้อร่วมด้วย บางคนข้ออักเสบนำมาก่อนที่จะเห็นผิวหนังผิดปกติด้วยซ้ำ
4. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
แม้โรคนี้จะพบในผู้หญิงมากกว่า แต่ผู้ชายก็เป็นได้ ลักษณะเด่นคืออักเสบหลายข้อพร้อมกัน โดยเฉพาะข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อมือ พร้อมกับอาการข้อแข็งตอนเช้า
5. โรคกระดูกสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (Ankylosing Spondylitis)
พบบ่อยในผู้ชายอายุน้อย มักเริ่มจากปวดหลังส่วนล่างและเชิงกราน บางรายมีข้ออักเสบที่ขาส่วนล่างร่วมด้วย ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้า
สัญญาณที่ต้องสังเกต
สิ่งที่ทำให้แพทย์ต้องตรวจจริงจังเมื่อผู้ชายอายุ 35 มาด้วยอาการปวดหลายข้อ มีดังนี้ครับ
ข้อแข็งตอนเช้า ที่นานกว่า 30–60 นาที หลังตื่นนอนแล้วข้อยังฝืด ขยับยาก เป็นสัญญาณของการอักเสบ ไม่ใช่แค่เมื่อย
ข้อบวมแดงร้อน โดยเฉพาะถ้าบวมมากและเจ็บมากจนแทบเดินไม่ได้ อาจเป็นเก๊าท์หรือการติดเชื้อในข้อ
อาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตาแดง ผิวหนังเป็นสะเก็ด ปัสสาวะแสบ หรือท้องเสียช่วงก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้ช่วยชี้ทิศทางการวินิจฉัยได้มาก
ปวดสมมาตร เช่น เข่าสองข้าง ข้อเท้าสองข้าง พร้อมกัน ต่างจากการบาดเจ็บที่มักเป็นข้างเดียว
ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาส
มีปัจจัยบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบในผู้ชายวัยหนุ่ม ได้แก่
- พันธุกรรม โดยเฉพาะยีน HLA-B27 ที่เชื่อมโยงกับ Reactive Arthritis และ Ankylosing Spondylitis
- การติดเชื้อ ในช่วงก่อนหน้า 1–4 สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นทางเดินปัสสาวะ ลำไส้ หรือทางเพศสัมพันธ์
- อาหารและไลฟ์สไตล์ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อย กินอาหารพิวรีนสูง น้ำหนักเกิน
- ประวัติครอบครัว ที่มีโรคข้ออักเสบ โรคสะเก็ดเงิน หรือโรครูมาตอยด์
- ภูมิคุ้มกันผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเงียบๆ โดยไม่มีอาการอื่นชัดเจน
การตรวจวินิจฉัย: แพทย์ดูอะไรบ้าง?
การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบในผู้ชายวัยหนุ่มต้องใช้หลายอย่างประกอบกัน ไม่ใช่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง
การซักประวัติและตรวจร่างกาย คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด แพทย์จะถามว่าอาการเริ่มตอนไหน เป็นที่ข้อไหนบ้าง มีไข้ไหม มีปัสสาวะแสบ ท้องเสีย หรือผิวหนังผิดปกติไหม เพราะอาการร่วมเหล่านี้ช่วยชี้โรคได้มาก
การตรวจเลือด เป็นขั้นตอนสำคัญ โดยจะตรวจหลายรายการ เช่น
- CBC (ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด)
- ESR และ CRP (ดูว่ามีการอักเสบในร่างกายไหม)
- Uric Acid (กรดยูริก สำหรับเก๊าท์)
- Rheumatoid Factor และ Anti-CCP (สำหรับรูมาตอยด์)
- HLA-B27 (สำหรับ Ankylosing Spondylitis และ Reactive Arthritis)
- การตรวจเชื้อ เช่น Chlamydia, gonorrhea ถ้าสงสัย Reactive Arthritis
การเอกซเรย์ (X-ray) ช่วยดูความผิดปกติของกระดูกและข้อ แต่ในระยะแรกอาจยังไม่เห็นความผิดปกติชัด
Ultrasound ข้อ เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการดูว่ามีน้ำในข้อไหม ข้อหนาตัวไหม มีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ (synovitis) หรือไม่ ทำได้เร็ว ไม่เจ็บ ไม่ต้องฉีดสี
MRI ในบางกรณีที่ต้องดูรายละเอียดมากขึ้น เช่น สงสัย Ankylosing Spondylitis ที่ข้อ sacroiliac
การเจาะน้ำไขข้อ ในกรณีที่ข้อบวมมากและสงสัยการติดเชื้อในข้อ (septic arthritis) หรือต้องการยืนยันการวินิจฉัยเก๊าท์ด้วยการดูผลึกกรดยูริกในน้ำไขข้อ
แนวทางการรักษา: ขึ้นกับสาเหตุที่แท้จริง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ รักษาให้ตรงสาเหตุ เพราะการรักษาโรคเก๊าท์ ต่างจากการรักษา Reactive Arthritis และต่างจากรูมาตอยด์อย่างสิ้นเชิง
ขั้นที่ 1 — ปรับพฤติกรรม
ถ้าเป็นเก๊าท์ การลดอาหารพิวรีน งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และดื่มน้ำมากๆ คือพื้นฐาน ถ้าเป็น Reactive Arthritis การรักษาการติดเชื้อต้นเหตุให้หายก่อนคือสิ่งสำคัญ ถ้าน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักช่วยลดแรงกดที่ข้อเข่าและข้อเท้าได้มาก
ขั้นที่ 2 — กายภาพบำบัด
การบริหารข้อต่อและกล้ามเนื้อรอบข้อในช่วงที่การอักเสบลดลง ช่วยป้องกันข้อแข็งและกล้ามเนื้ออ่อนแรง นักกายภาพบำบัดจะออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมกับแต่ละคน
ขั้นที่ 3 — การใช้ยา
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น naproxen, indomethacin ช่วยลดการอักเสบและปวดได้ดี
- Colchicine ใช้จำเพาะสำหรับเก๊าท์เฉียบพลัน
- ยาลดกรดยูริก เช่น allopurinol ใช้รักษาเก๊าท์ในระยะยาว
- ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น methotrexate ใช้ใน Psoriatic Arthritis หรือ Rheumatoid Arthritis
- ยาปฏิชีวนะ ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อเป็นสาเหตุ
ขั้นที่ 4 — การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้ ultrasound นำทาง
สำหรับข้อที่บวมมากและปวดมาก การฉีดยาสเตียรอยด์หรือยาระงับปวดเข้าข้อโดยตรง ภายใต้การนำทางของ ultrasound ช่วยให้ยาเข้าถึงตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำ ลดการอักเสบเฉพาะจุดได้อย่างรวดเร็ว
ข้อดีของการใช้ ultrasound นำทางคือแพทย์มองเห็นตำแหน่งข้อ เส้นเลือด และเส้นประสาทแบบ real-time ทำให้ปลอดภัย แม่นยำ และเจ็บน้อยกว่าการฉีดแบบเดิม
ขั้นที่ 5 — การผ่าตัด
สำหรับโรคข้ออักเสบส่วนใหญ่ในระยะต้น การผ่าตัดมักไม่จำเป็น แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเฉพาะในกรณีที่ข้อเสียหายรุนแรงมากจากการอักเสบเรื้อรัง หรือมีเนื้อเยื่อผิดปกติที่ต้องเอาออก
แล้วคุณนิวัฒน์เป็นอะไร?
กลับมาที่เรื่องของคุณนิวัฒน์ครับ เมื่อแพทย์ซักประวัติละเอียด พบว่าก่อนอาการข้ออักเสบประมาณ 3 สัปดาห์ คุณนิวัฒน์มีอาการปัสสาวะแสบเล็กน้อยแต่ไม่ได้ไปพบแพทย์
ผลเลือดพบ HLA-B27 เป็นบวก และค่าอักเสบ CRP สูง ผลตรวจการติดเชื้อพบ Chlamydia ทางเดินปัสสาวะ
การวินิจฉัยสุดท้าย: Reactive Arthritis หรือที่เคยเรียกว่า Reiter's syndrome ซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันโจมตีข้อต่อหลังจากร่างกายสู้กับการติดเชื้อ
เมื่อรักษาการติดเชื้อด้วยยาปฏิชีวนะ ร่วมกับยาต้านการอักเสบ และฉีดยาเข้าข้อเข่าที่บวมมากภายใต้การนำทางของ ultrasound อาการดีขึ้นอย่างชัดเจนภายในสองสัปดาห์
พยากรณ์โรค: หายไหม รักษานานแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับสาเหตุเป็นหลักครับ
Reactive Arthritis — ผู้ป่วยประมาณ 50% อาการหายได้ภายใน 6 เดือน แต่บางรายอาจเป็นเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่มี HLA-B27 บวก
เก๊าท์ — ควบคุมได้ดีหากปรับพฤติกรรมและใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าไม่รักษา จะเป็นซ้ำบ่อยและอาจเกิดก้อนโทฟัส (tophus) สะสมที่ข้อ
Psoriatic Arthritis และ Rheumatoid Arthritis — เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลระยะยาว แต่ถ้าวินิจฉัยเร็วและรักษาถูกต้อง สามารถควบคุมโรคได้ดีและใช้ชีวิตได้ปกติ
ถ้าไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น?
หลายคนคิดว่า "รอดูก่อน" แต่ข้อต่อที่อักเสบนานๆ โดยไม่รักษา มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด
กระดูกอ่อนในข้อถูกทำลาย เยื่อบุข้อที่อักเสบจะปล่อยสารเคมีที่กัดกินกระดูกอ่อน เมื่อกระดูกอ่อนหายไปแล้วไม่งอกคืน
ข้อผิดรูป จากการอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะใน Rheumatoid Arthritis ที่ไม่รักษา
ข้อแข็งถาวร ใน Ankylosing Spondylitis ที่ปล่อยไว้นาน ข้อกระดูกสันหลังอาจติดกันถาวร
ความพิการ ที่กระทบคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง
ยิ่งวินิจฉัยเร็ว รักษาเร็ว โอกาสคงข้อไว้ได้มากเท่านั้น
วิธีป้องกัน
แม้บางโรคจะขึ้นกับพันธุกรรม แต่มีหลายอย่างที่ทำได้เพื่อลดความเสี่ยง
- ป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ใช้ถุงยางอนามัย และรักษาสุขอนามัย
- ควบคุมอาหาร ลดอาหารพิวรีนสูง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ลดเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ทุก 1 กิโลกรัมที่ลดได้ ช่วยลดแรงกดที่ข้อเข่าได้ถึง 4 กิโลกรัม
- ออกกำลังกายอย่างพอดี หลีกเลี่ยงการใช้ข้อต่อหนักเกินไป เลือกกีฬาที่กระแทกน้อย เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
- ไปพบแพทย์เร็วเมื่อมีอาการ ไม่รอจนข้อเสียหาย
คำถามที่คนมักถามบ่อย
Q: ปวดเข่าสองข้างพร้อมกัน แบบนี้ต้องตรวจอะไรก่อน? A: ควรพบแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นแพทย์จะสั่งตรวจเลือดและเอกซเรย์ตามความเหมาะสม อย่าเพิ่งซื้อยากินเองโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะบางโรคยาต้านอักเสบทั่วไปอาจไม่เพียงพอ
Q: เก๊าท์กับข้ออักเสบอื่นๆ ดูแยกกันได้อย่างไร? A: เก๊าท์มักเจ็บรุนแรงมาก บวมแดงร้อน มักเริ่มที่หัวแม่เท้าหรือข้อเท้าข้างเดียว และเกิดเฉียบพลัน ส่วนโรคข้ออักเสบชนิดอื่นมักเป็นหลายข้อพร้อมกันและค่อยเป็นค่อยไป แต่ยืนยันด้วยการตรวจเลือดและน้ำไขข้อ
Q: ถ้าค่า Uric Acid ในเลือดสูง แปลว่าเป็นเก๊าท์ไหม? A: ไม่เสมอไปครับ บางคนมีกรดยูริกสูงแต่ไม่มีอาการเก๊าท์ การวินิจฉัยเก๊าท์ต้องดูอาการและอาจตรวจน้ำไขข้อด้วย
Q: Reactive Arthritis ติดต่อได้ไหม? A: ตัวโรคข้ออักเสบไม่ติดต่อ แต่การติดเชื้อที่เป็นสาเหตุ เช่น Chlamydia นั้นติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ควรรักษาและแจ้งคู่นอนให้ตรวจด้วย
Q: ต้องรักษานานแค่ไหน ถึงหาย? A: ขึ้นกับชนิดของโรคมาก บางโรคอย่าง Reactive Arthritis อาจหายภายในไม่กี่เดือน บางโรคอย่างรูมาตอยด์ต้องรักษาต่อเนื่องระยะยาว สิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
Key Takeaway: 5 สิ่งที่ต้องจำ
ผู้ชายอายุน้อย ปวดหลายข้อพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ "เมื่อย" ต้องตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
การตรวจเลือดและการซักประวัติอย่างละเอียดเป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
รักษาให้ตรงสาเหตุ ไม่ใช่แค่รักษาอาการ เพราะยาที่ใช้กับเก๊าท์ต่างจากรูมาตอยด์โดยสิ้นเชิง
ยิ่งรักษาเร็ว โอกาสคงข้อได้และป้องกันความเสียหายถาวรยิ่งสูง
โรคข้ออักเสบส่วนใหญ่ในระยะต้น ควบคุมได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากวินิจฉัยถูกและรักษาถูกต้อง
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร
"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"
#ปวดเข่า #ปวดข้อเท้า #ข้ออักเสบ #เก๊าท์ #รูมาตอยด์ #ReactiveArthritis #โรคข้อ #ปวดหลายข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก
#JointPain #Arthritis #ReactiveArthritis #Gout #MusculoskeletalHealth
References
- Carter JD, Hudson AP. Reactive arthritis: clinical aspects and medical management. Rheum Dis Clin North Am. 2009;35(1):21-44. doi:10.1016/j.rdc.2009.03.010. PMID: 19480995 → บทความทบทวนลักษณะทางคลินิกและการรักษา Reactive Arthritis อย่างละเอียด ใช้อ้างอิงในส่วนที่อธิบายสาเหตุและแนวทางรักษา
- Richette P, Bardin T. Gout. Lancet. 2010;375(9711):318-328. doi:10.1016/S0140-6736(09)60883-7. PMID: 19692116 → บทความ landmark review ใน Lancet เกี่ยวกับโรคเก๊าท์ ครอบคลุมพยาธิสรีรวิทยา การวินิจฉัย และการรักษา ใช้อ้างอิงในส่วนอธิบายเก๊าท์
- Veale DJ, Fearon U. The pathogenesis of psoriatic arthritis. Lancet. 2018;391(10136):2273-2284. doi:10.1016/S0140-6736(18)30830-4. PMID: 29893226 → อธิบายกลไกการเกิดข้ออักเสบในผู้ป่วยสะเก็ดเงิน ใช้อ้างอิงในส่วนที่กล่าวถึง Psoriatic Arthritis
- Smolen JS, Aletaha D, McInnes IB. Rheumatoid arthritis. Lancet. 2016;388(10055):2023-2038. doi:10.1016/S0140-6736(16)30173-8. PMID: 27156434 → บทความทบทวนโรครูมาตอยด์ที่ครอบคลุมที่สุดใน Lancet ใช้อ้างอิงส่วนอาการ การวินิจฉัย และการรักษา Rheumatoid Arthritis
- Mandl P, Navarro-Compán V, Terslev L, et al. EULAR recommendations for the use of imaging in the diagnosis and management of spondyloarthritis in clinical practice. Ann Rheum Dis. 2015;74(7):1327-1339. doi:10.1136/annrheumdis-2014-206971. PMID: 25837448 → แนวทาง EULAR สำหรับการใช้ภาพวินิจฉัย (ultrasound, MRI, X-ray) ในการดูแล spondyloarthritis ใช้อ้างอิงส่วนการตรวจวินิจฉัยด้วย ultrasound
Comments
Post a Comment